มาตรฐานฟาร์มสุกร ที่เจ้าของฟาร์ม ควรรู้ ในปี 2564
มาตรฐานฟาร์มสุกร ที่เจ้าของฟาร์ม ควรรู้ บทความนี้เรามาดูกันครับ ว่า ถ้าเราต้องการทำให้ฟาร์มของเรามีมาตรฐาน แล้ว มาตรฐานฟาร์มสุกร คืออะไรและมีประโยชน์กับ ฟาร์มของเราอย่างไร บทความนี้ ผมจะแนะนำให้เพื่อนๆ ให้รู้กันครับ ว่า มีมาตรฐานอะไรบ้าง และทำไมเราต้องมี มาตรฐาน ด้วยภาษาง่ายๆ และครบทุก เรื่องที่ควรรู้ ก่อนที่จะทำฟาร์มใหญ่ๆ กันครับ (ระดับ หมูขุน 8,000 ตัว ขึ้นไป , หมูพันธุ์ 800 แม่ขึ้นไป ) อย่างแรกมาดูกันก่อนครับ ว่า ฟาร์มสุกร หมายถึงอะไร ในที่นี้ ฟาร์มสุกร หรือฟาร์มเลี้ยงหมู ของเราคือ ฟาร์มที่ผลิตสุกรขุนเพื่อการค้า ฟาร์มพ่อ-แม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกสุกร และฟาร์มเลี้ยงสุกร นั้นเองครับ ง่ายๆเลย และผมขอแบ่งข้อมูลที่เราควรรู้ออกเป็นย่อยๆ ให้เพื่อนๆให้อ่านกันครับ รับรองว่ามีประโยชน์แน่นอน ตามที่ผมสรุปมาให้ ในแต่ละส่วน จะมีไฟล์ หรือเอกสารให้โหลดด้วยนะครับ ทั้งนี้ เพื่อนๆ ก็สามารถเข้าไปที่เว็บนั้นๆ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ครับ มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกร หรือมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงหมู มีไว้เพื่ออะไร ? สำหรับ มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกรนี้ กำหนดขึ้นเป็นมาตรฐานเพื่อให้ ฟาร์มที่ต้องการขึ้นทะเบียนเป็นฟาร์มที่ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับ ได้ ยึดถือปฏิบัติ ให้เป็นแนวทางเดียวกัน และ เพื่อให้ได้การรับรองจากกรมปศุสัตว์ ที่เราในฐานะเจ้าของฟาร์ม ซึ่งมาตรฐานนี้ เป็นพื้นฐานสำหรับฟาร์มที่จะได้การรับรอง ดังนั้น เพื่อนๆท่านใดที่ต้องการได้ รับการรับรอง หรือ มีมาตรฐาน ก็ต้องดำเนินการตามนี้ครับ การทำให้ฟาร์มของเรา มีมาตรฐาน ตามที่กรมกำหนดไว้ ก็เพื่อให้ฟาร์มของเรา มีการกำหนดวิธีปฏิบัติด้านการจัดการฟาร์ม การจัดการด้านสุขภาพสัตว์ และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้สุกรที่ถูกสุขลักษณะ และเหมาะสมกับผู้บริโภค แน่นอนครับ ทำให้สินค้าฟาร์มของเรา ขายง่ายขึ้นด้วย ฟาร์มของเรา ก็ควรจะมีองค์ประกอบดังนี้ ทำเลที่ตั้ง อยู่ในบริเวณที่มีการคมนาคมสะดวก ง่ายต่อการเดินทาง สะดวกต่อการขนส่งอาหารและการขนย้ายสุกร สามารถป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคจากภายนอกเข้าสู่ฟาร์ม มีการฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม อยู่ห่างจากแหล่งชุมชน โรงฆ่าสัตว์ ตลาดนัดค้าสัตว์ อยู่ในทำเลที่มี แหล่งน้ำสะอาดตามมาตรฐานคุณภาพน้ำใช้ เพียงพอต่อการบริโภคตลอดปี ควรได้รับการยินยอมจากองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และได้รับการยอมรับจากชุมชน เป็นบริเวณที่ไม่มีน้ำท่วมขัง ไม่อยู่ใกล้กับฟาร์มสุกรรายอื่น เป็นบริเวณที่โปร่ง อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี และมีต้นไม้ให้ร่มเงาภายในฟาร์ม มีพื้นที่รองรับการระบายน้ําใช้แล้วอย่างเพียงพอ ลักษณะของฟาร์ม และเนื้อที่ภายในฟาร์ม การวางผังฟาร์มที่ดี และถูกต้องตามหลักวิชาการนั้น มีความสำคัญมาก เพราะทำให้ง่ายตอการจัดการ ภายในฟาร์ม พนักงาน ทำงานได้อย่างสะดวก สามารถเลี้ยงหรือผลิตสุกรได้ดี ก็จะทำให้ต้นทุนต่ำลง การวางผังฟาร์มควรคำนึงถึง เรื่องต่างๆดังนี้ ใช้ประโยชน์ของพื้นที่ๆเรามีได้มากที่สุด โรงเรือนและพื้นที่ใช้เลี้ยงสุกรของเราต้องเหมาะสมกับจำนวนที่เลี้ยง การจัดวางโรงเรือน แยกเป็นกลุ่มตามระยะการผลิต (ผสม-คลอด-อนุบาล-ขุน) เพื่อความสะดวกในการจัดการ การควบคุม และการขนย้าย อันนี้ถ้าจัดให้ดีแล้ว การทำงานจะราบรื่น คล่องตัว เนื้อที่ของฟาร์ม ต้องมีเนื้อที่ เหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม จำนวนสุกร ขนาดโรงเรือน ในส่วนต่างๆ ที่เหมาะสม กับจำนวนและเนื้อที่ครับ ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดาว์นโหลด ได้ที่นี่ครับ คู่มือการเลี้ยงสัตว์โหลดฟรี https://www.cpffeed.com/2019/12/22/download-howto/ การจัดแบ่งเนื้อที่ ภายในฟาร์ม ฟาร์มสุกร ต้องมีเนื้อที่เพียงพอเพื่อ การจัดแบ่ง ออกเป็นส่วนต่างๆ เช่น โรงเรือน ต้องเป็นระเบียบสอดคล้องกับการปฏิบัติงาน ไม่ติดกันจนหนาแน่น จนไม่สามารถจัดการได้ ในการผลิต ที่ต้องให้มีที่ว่าง หรือมีการจัดพื้นที่ทีดี ก็จะมีผลดีกับการดูแลสัตว์ รวมถึงการป้องกันและ ควบคุมโรคสัตว์ และรวมถึง สุขอนามัยของผู้ปฏิบัติงานด้วยครับ ในการจัดการเรื่องมาตรฐานฟาร์ม จะต้องมีการจัดแบ่งพื้นที่ฟาร์มเป็นสัดส่วน และต้องมี ผังแสดงการจัดวาง ต่างๆในฟาร์ม เหมือนเวลาที่เราไปเที่ยวแล้วจะมีแผนที่ในอาคารบอกว่า เราอยู่ตรงไหน และถ้าจะไปที่ไหน ต้องไปยังไง นั้นแหละครับ การเดินทางภายในฟาร์ม เส้นทาง หรือ ถนนในฟาร์ม ควรจะเป็นถนนที่ดี ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ ราบเรียบ เดินทางสะดวก กว้างขวางเหมาะสม เพื่อสะดวกกับการลำเลียง อาหาร ขนส่งสัตว์ และเจ้าหน้าที่ ถ้ามีการวางแผนที่ดีแล้ว จะทำให้ประหยัดเวลาการเดินทาง และง่ายต่อการทำงานภายในฟาร์มครับ ส่วนของอาคารสำหนักงาน และที่อยู่อาศัย ควรเป็นที่เฉพาะ เป็นสัดส่วน แข็งแรง สะอาด ไม่สกปรก และเพียงพอกับเจ้าหน้าที่ ควรแยกห่างจากที่เลี้ยงสัตว์ มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงที่อาจเป็นพาหะนำโรคเข้าไปในบริเวณฟาร์เลี้ยงสุกร ลักษณะของ โรงเรือนที่ดี โรงเรือนที่ดี ควรมีขนาดที่เหมาะสมกับจำนวนสัตว์ที่เลี้ยง ถูกสุขอนามัย สัตว์อยู่สุขสบาย แนะนำว่าต้องสะอาด แห้ง และต้องสะดวกต่อการปฏิบัติงาน ปลอดภัยกับการบปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ ในการใช้งานโรงเรีอนต้องมี แนวทางดังนี้ มีการจัดการโรงเรือน และเตรียมความพร้อมก่อนนำสัตว์เข้าสู่โรงเรือน มีการทำความสะอาดโรงเรือนและอุปกรณ์ด้วยน้ำยาฆ่าเซื้อโรคตามความเหมาะสม ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ การจัดการด้านบุคลากร จำนวนพนักงาน หรือแรงงานที่ต้องใช้ ต้องมีจำนวนพนักงานเพียงพอ เหมาะสมกับจำนวนสัตว์เลี้ยง ต้องมีการแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ ในแต่ละตำแหน่งอย่างชัดแจน มีการตรวจสุขภาพประจำปี ทุกปี มีสัตวแพทย์ ควบคุม ดูแลป้องกัน กำกับดูแลด้านสุขภาพสัตว์ และต้องมีใบอนุญาต การประกอบบำบัดโรคสัตว์ชั้นหนึ่ง และได้รับใบอนุญาตควบคุมฟาร์มจากกรมปศุสัตว์ ฟาร์มต้องมี คู่มือการจัดการฟาร์ม ให้เรียบร้อย ในถานะเจ้าของการฟาร์มต้องมีคู่มือการจัดการฟาร์ม แสดงให้เห็นระบบการเลี้ยงการจัดการฟาร์ม มีระบบการบันทึก การป้องกันควบคุม โรค และการดูแลสุขภาพ และอนามัย สัตว์ในฟาร์ม ระบบบันทึกข้อมูล ฟาร์มจะต้องมีระบบการบันทึกข้อมูล ดังนี้ บุคลากร แรงงาน ข้อมูลการผลิต ได้แก่ ข้อมูลสัตว์ ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลการผลิต และข้อมูลผลผลิตการจัดการด้านอาหาร ครบถ้วน คุณภาพอาหารสัตว์ เรื่องของคุณภาพ อาหารสัตว์ ต้องมี แหล่งที่มาของอาหารสัตว์ ที่เราใช้ในฟาร์มแบ่งออกได้ เป็น 2 อย่าง ก. ในกรณีซื้ออาหาร ต้องซื้อจากผู้ขายที่ได้รับอนุญาตตาม พรบ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์พ.ศ.2525 ข. ถ้าเราผสมอาหารสัตว์เองต้องมีคุณภาพ อาหารสัตว์เป็นไปตามกำหนด ตามกฎหมาย ตามพรบ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 สามารถดูรายละเอียดได้ตามลิงก์ ด้านบนครับ ภาชนะบรรจุอาหาร และการขนส่งอาหารภายในฟาร์ม ภาชนะบรรจุอาหารสัตว์ควรสะอาด ไม่เคยใช้บรรจุวัตถุมีพิษ ปุ๋ย หรือ วัตถุอื่นใดที่อาจเป็น อันตรายต่อสัตว์ สะอาด แห้ง กันความชื้นได้ ไม่มีสารที่จะปนเปื้อนกับอาหารสัตว์ ถ้าถูกเคลือบ ด้วยสารอื่น สารดังกล่าวต้องไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ ควรมีการตรวจสอบอาหารสัตว์อย่างง่าย นอกจากนี้ต้องสุ่มตัวอย่างอาหารสัตว์ส่งห้องปฏิบัติการ ที่เชื่อถือได้ เพื่อวิเคราะห์คุณภาพและ สารตกค้างเป็นประจำ และเก็บบันทึกผลการตรวจ วิเคราะห์ไว้ให้ตรวจสอบได้ การเก็บรักษาอาหารสัตว์ ควรมีสถานที่เก็บอาหารสัตว์แยกต่างหาก กรณีมีวัตถุดิบเป็นวิตามิน ต้องเก็บในห้องปรับอากาศ ห้องเก็บอาหารสัตว์ต้องสามารถรักษา สภาพของอาหารสัตว์ไม่ให้เปลี่ยนแปลง สะอาด แห้ง ปลอดจากแมลงและสัตว์ต่าง ๆ ควรมีแผงไม้รองด้านล่าง ของภาชนะบรรจุอาหารสัตว์ การจัดการด้านสุขภาพสัตว์ ฟาร์มจะต้องมีระบบเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ รวมถึงการมีโปรแกรมทำลายเชื้อโรคก่อนเข้าและออกจาก ฟาร์ม การป้องกันการสะสมของเชื้อโรคในฟาร์ม การควบคุมโรคให้สงบโดยเร็ว และไม่ให้แพร่ระบาดจากฟาร์มไปสู่ภายนอก การบำบัดโรค การบำบัดโรคสัตว์ ต้องปฏิบัติตาม พรบ.ควบคุมการประกอบการบำบัดโรคสัตว์ พ.ศ. 2505 การใช้ยาสำหรับสัตว์ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการใช้ยาสำหรับสัตว์ (มอก. 7001-2540) การจัดการสิ่งแวดล้อม ประเภทของเสีย ของเสียที่เกิดจากฟาร์มปศุสัตว์ จะประกอบด้วย ขยะมูลฝอย ทำการเก็บรวบรวมขยะมูลฝอยในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด และนำไปกำจัดทิ้ง ในบริเวณที่ทิ้งของเทศบาล สุขาภิบาล หรือ องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซากสุกร ฟาร์มจะต้องมีการจัดการกับซากสุกรให้ถูกสุขลักษณะอนามัย มูลสุกร นำไปทำปุ๋ย หรือหมักเป็นปุ๋ยโดยไม่ทิ้งหรือกองเก็บในลักษณะที่จะทำให้เกิดกลิ่นหรือก่อความรำคาญ ต่อผู้อยู่อาศัยข้างเคียง น้ำเสีย ฟาร์มจะต้องมีระบบเก็บกัก หรือบำบัดน้ำเสียให้เหมาะสม ทั้งนี้น้ำทิ้งจะต้องมีคุณภาพน้ำที่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งที่กำหนด การกำจัดหรือบำบัดของเสีย ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน และข้อกำหนดของการจัดการฟาร์ม คู่มือ การจัดการสิ่งแวดล้อมและ มาตรฐานฟาร์มสุกร : http://certify.dld.go.th แนะนำผู้ช่วย ให้คำปรึกษา และจัดการทุกเรื่องในฟาร์ม เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ดูเหมือนว่า แล้วจะเริ่มที่ไหนดี ถ้าเราต้องการทำ มาตรฐานฟาร์มสุกร แนะนำ ที่นี่ครับ ถ้าคุณ ต้องการที่จะ ต้องการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ต้องการขยายตลาด หรือหาเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการฟาร์มอยู่ ยกระดับ มาตรฐานการขายเข้าสู่ Modern trade และส่งออกไปต่างประเทศ ปรึกษาได้ที่นี่ครับ https://www.cpffarmsolutions.com ตอบได้ทุกความต้องการ เป็นคนทันสมัย อยากทำ Smart Farm ต้องการ หาเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการฟาร์มอยู่ มีผลการเลี้ยงไม่ดี มีปัญหาความเสียหาย และ ยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือ มืออาชีพ ที่มี หมูขุน 8,000 ตัว ขึ้นไป หรือ หมูพันธุ์ 800 แม่ขึ้นไป มีเล้า 10 หลังขึ้นไป (650-700 ตัว) แน่นอนว่า ไม่ได้มีแค่การจัดการฟาร์อย่างเดียว แต่รวมไปถึง ให้คำแนะนำ ปรึกษา เรื่องเจ้าหน้าที่ และกำลังคน การกำจัดสัตว์พาหะ การดูแลด้านไฟฟ้าและ วิศวกรรม เรื่องอื่นๆ ที่เกียวข้อง 📌 มาตรฐานฟาร์ม คืออะไร และทำไม เจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ จำเป็นต้องรู้ 📌 มาตรฐานฟาร์มสุกร ที่เจ้าของฟาร์ม ควรรู้ ในปี 2564
มาตรฐานฟาร์มสุกร ที่เจ้าของฟาร์ม ควรรู้ ในปี 2564 Read More »
มาตรฐานฟาร์ม คืออะไร และทำไม เจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ จำเป็นต้องรู้
มาตรฐานฟาร์ม คืออะไร ในฐานะเจ้าของฟาร์ม ขนาดใหญ่ ต้องรู้อะไรบ้าง หลังจากที่เรา ได้วางแผน เรื่องการสร้างฟาร์ม ขึ้นมาแล้ว มีอะไรบ้างในฐานะที่เราเป็นเจ้าของ และผู้ดูแลต้องรู้บ้าง เพื่อประโยชน์ของฟาร์ม และสัตว์ที่เราเลี้ยง มาทำความเข้าใจกันเลย ว่าทำไมต้องมี มาตรฐานฟาร์ม สำหรับการเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย และเราก็จะ โกอินเตอร์ไปด้วยกันนะ องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ดูแลและกำหนดมาตรการต่างๆ ในการส่งออกสินค้าสู่ตลาดประเทศ ซึ่งเริ่มมีการบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2543 ประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าว จึงมีความตื่นตัวและจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อการแข่งขันทางการค้ามากขึ้น หน่วยงานที่รับผิดชอบในการผลิตปศุสัตว์ในประเทศไทย คือ กรมปศุสัตว์ ได้ออกกฎ ระเบียบ กฎหมาย รวมถึงมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก และองค์กรโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ทำให้ใครก็ตาม (รวมถึงเราด้วย ต้องมี มาตรฐาน) เพื่อเป็นไปตามข้อกำหนด ทั้งในประกเทศแลต่างประเทศ กรณีที่เราต้องส่งออก ถ้ามองในมุมกลับกัน ถ้าเราเป็นผู่บริโภค หรือว่าคนที่ต้องการซื้อหาสินค้า และอาหารที่เกี่ยวกับเนื้อสัตว์ หรือสินค้าอื่นๆ เราก็จะมั่นใจได้ว่า อาหาร หรือสินค้า ที่เรากำลังจะเลือกซื้อ ปลอดภัยกับ เราและครอบครัว หรือคนที่เรารักครับ มาตรฐานการผลิตสินค้าทางการเกษตร (GAP) และด้านการผลิตปศุสัตว์ ซึ่งมีมาตรฐานที่สำคัญดังนี้ มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การควบคุมการใช้ยาในมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ ข้อกำหนดการควบคุมการใช้ยาสำหรับสัตว์ มาดูรายละเอียด มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อไปขอเรียกว่า กระทรวง นะครับ ได้มีการ ประกาศเรื่องมาตรฐาน ไว้ 3 เรื่อง คือ มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงไก่ หมู โคนม และการผลิดน้ำนมดิบ ในประเทศ โดยให้ผู้ประกอบการ ที่ต้องการขอใบรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์จากกรมปศุสัตว์ ดำเนินการ ยื่นคำร้องพร้อมด้วยหลักฐานต่อปศุสัตว์จังหวัด หรือปศุสัตว์อำเภอในท้องที่ฟาร์มตั้งอยู่ หลังจากที่เรายื่นแล้ว ก็จะมี เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เข้ามาที่ฟาร์มของเรา และไปทำการตรวจสอบฟาร์มเพื่อดำเนินการต่อไป ทำไม ? ต้องจัดทำมาตรฐานฟาร์ม อย่างแรกก็เพื่อให้ ฟาร์มของเราเป็นที่ยอมรับ และลูกค้าก็จะยอมรับ เพราะว่ามีคุณภาพ อีกทั้งมีมาตรฐานเดียวกันด้วย ง่ายๆคือคนซื้อก็จะได้สบายใจ เป็นการบอกกับผู้บริโภค หรือลูกค้าของเราว่า เขาจะปลอดภัย จากสินค้าและผลิตภันฑ์ จากฟาร์มเรา เราได้รับมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ เช่น มีสินค้าสองชิ้น อีกชิ้นมีรับรอง อีกชิ้น ไม่มีอะไรรับรองเลย ถ้าเราต้องเลือก เราก็จะเลือกอันที่ดูปลอดภัยใช่ไหมครับ ถ้าเราได้มาตรฐานฟาร์มตามที่กำหนด เราจะได้ความสะดวกในการส่งออก เป็นการควบคุมมลภาวะจากฟาร์ม ที่อาจจะมีผลต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชน ทำให้สามารถควบคุมโรค ป้องกัน และกำจัดโรคได้ ถ้าเราลองทำความเข้าใจ แล้ว หลักๆของการจัดทำ มาตรฐานฟาร์ม ทั้ง 5 ข้อข้างต้นนี้ ก็เพื่อให้ 3 ส่วนที่สำคัญกับ เรา คือ เราเอง ที่เป็นเจ้าของฟาร์ม ลูกค้า หรือผู้บริโภค และชุมชนรอบเรา ทุกอย่างสนับสนุน และช่วยเหลือกัน ผู้บริโภคก็จะ มั่นใจ กับสินค้า และเจ้าของฟาร์มก็มั่นใจ ในสินค้า และผลิตภันฑ์ ของตัวเองด้วย ในส่วนของชุมชนรอบฟาร์ม ก็จะได้อยู่กันอย่างดี ไม่มีมลภาวะ เรื่องเสียง กลิ่นรบกวน และเรื่องที่สำคัญที่สุด คือการควบคุม และป้องกันโรคในฟาร์ม ไม่ให้มีการติดต่อจากภายนอก หรือจากเราไปสู่ฟาร์มอื่น ส่วนประกอบสำคัญของฟาร์มที่ขอใบรับรองมาตรฐาน มีที่อยู่ชัดเจน และมีการออกแบบฟาร์ม หรือสิ่งก่อสร้าง โรงเรือน ที่เหมาะสม การออกแบบที่ดี จะทำให้เราใช้พื้นที่ได้เหมาะสม และมีประโยชน์ที่สุด ก่อนเข้า ออกฟาร์ม ต้องมีการฆ่าเชื้อโรค หรือมีการป้องกันการแพร่เชื้อจากภายนอก มีการจัดการของเสียจากฟาร์ม ตามหลักสุขาภิบาล ขนาดของโรงเรือน ต้องเหมาะสมกับจำนวนสัตว์ จัดการเรื่องอาหารสัตว์อย่างเหมาะสม และถูกต้องตามหลัก สุขศาสตร์ มีการจดบันทึกข้อมูล และจัดทำคู่มือการจัดการฟาร์ม มีการดูแลเรื่องสุขภาพ โปรแกรม การให้วัคซีนป้องกันโรค และการให้ยำรักษาเมื่อสัตว์เป็นโรค มีการจัดการส่วนของบุคลากร สัตวแพทย์ สัตวบาล เพียงพอเหมาะสมกับจำนวนสัตว์ และมีสวัสดิการสังคม และการตรวจสุขภาพประจำปีให้บุคลากร ถ้าฟาร์มของเรามี มาตรฐาน แล้วจะมีประโยชน์อย่างไร สำหรับเจ้าของฟาร์มแล้ว ถ้าฟาร์มของเรามีมาตรฐาน ถูกต้องครบถ้วนแล้ว จะมีประโยชน์หลายอย่างกับฟาร์ม มากๆเลยครับ เพราะว่า เมื่อเราทำตามข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัย การควบคุมโรค การดูแล เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับฟาร์ม รวมไปถึงสัตว์ ที่เราเลียงอย่างดีแล้ว ฟาร์มของเราก็จะได้ประโยชน์ดังนี้ กรณีที่เป็นฟาร์ม โคนม และสุกร สามารถ ทำการเคลื่อนย้ายสัตว์ เข้า หรือผ่านเขตปลอดโรคระบาดได้ โดยต้องปฏิบัติตาม ระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการนำเข้าหรือการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ภายในราชอาณาจักร ฟาร์มของเราจะได้รับการจัดสรร วัคซีนป้องกันโรค ปากและเท้าเปื่อย และโรคอหิวาต์สุกรให้มีจำหน่ายอย่างเพียงพอ ตามปริมาณสุกรของฟาร์มเลี้ยงสุกรมาตรฐาน เพราะจากบันทึก และการแจ้งจำนวนสัตว์ของฟาร์มที่ได้ทำการแจ้งไว้ ฟาร์มของเราจะได้รับ บริการ การทดสอบโรคแท้งติดต่อในพ่อแม่พันธุ์สุกร รวมทั้งโรคแท้งติดต่อและวัณโรคในโคนม โดยไม่คิดมูลค่าสำหรับฟาร์มที่ได้มาตรฐาน และนอกจากนี้แล้ว กรมปศุสัตว์จะให้บริการตรวจวินิจฉัย และชันสูตรโรคสัตว์ โดยไม่คิดมูลค่า สำหรับตัวอย่างที่ส่งตรวจ จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์มาตรฐาน ประโยชน์เยอะใช่ไหมครับ ในฐานะเจ้าของฟาร์ม การที่จะทำให้ฟาร์มของเราได้มาตรฐาน เป็นเรื่องสำคัญ และดีกับฟาร์มของเรา ดีกับลูกค้า และสังคมรอบโรงงานเราด้วย แล้วเราจะเริ่มขั้นตอนการทำ หรือการจัดการมาตรฐานต่างๆ ได้อย่างไร เอกสารต่างๆ สามารถเข้าดูได้จากที่นี่ http://certify.dld.go.th/certify/index.php/th/2016-05-01-14-47-42/2016-05-03-02-04-15 จะมีเอกสาร และเช็คลิสต์ว่าต้องทำอะไรบ้าง ขั้นตอนและวิธีการ เดี๋ยวครับ อย่างเพิ่มถอดใจ หรือว่า ดูว่าขั้นตอนและเอกสาร มีเยอะและซับซ้อน ผมจะบอกว่า จริงๆ แล้ว มีผู้ช่วย หรือมืออาชีพที่คอยดูแล และจัดการครบทุกอย่างของเรื่องฟาร์มไว้ในที่เดียว เหมือนว่าเป็นพี่เลี้ยงให้ ในตอนที่เราเริ่มสร้าง ดีกว่าที่มีคนที่เราปรึกษาได้ เป็นมืออาชีพ และช่วยเหลือ ที่เหลืออย่างเดียว คือความมุ่งมั่น ที่จะทำให้ฟาร์ม หรือธุรกิจที่คุณต้องการเริ่มสำเร็จ ที่นี่เป็นเพื่อน เป็นคู่คิด และเป็นมืออาชีพ เข้ามาหา ปรึกษา ขอคำแนะนำ ได้ที่นี่ครับ https://www.cpffarmsolutions.com และเข้ามาที่เมนู บริการลูกค้าอาหารสัตว์ > บริการระบบมาตรฐานฟาร์ม และผลิตภันฑ์ เข้าโดยตรงได้จากลิงก์นี้ https://www.cpffarmsolutions.com/service-excellent/gap-service ที่นี่มีมืออาชีพ ที่อยู่ในธุรกิจ มามากว่า 20 ปี เชียวชาญในทุกเรื่องฟาร์ม เช่น บริการให้คำปรึกษา แนะนำ อบรม และช่วยตรวจประเมินฟาร์ม หรือโรงงานของลูกค้าอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เพื่อใช้ในการยื่นขอมาตรฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานฟาร์ม GAPระบบมาตรฐานและความปลอดภัยฟาร์ม (GAP/ SHE) และ ระบบมาตรฐานและความปลอดภัยโรงงาน (GHP/ HACCP/ HALAL/ SHE/ ISO 9001) เพื่อให้ได้มาซึ่งการรับรองคุณภาพของการผลิตอาหารส่งต่อความมั่นใจให้ตลาดชั้นนำและผู้บริโภค เรื่องอื่นๆ ที่เกียวข้อง 📌 มาตรฐานฟาร์ม คืออะไร และทำไม เจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ จำเป็นต้องรู้ 📌 มาตรฐานฟาร์มสุกร ที่เจ้าของฟาร์ม ควรรู้ ในปี 2564
มาตรฐานฟาร์ม คืออะไร และทำไม เจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ จำเป็นต้องรู้ Read More »
จีนกว้านซื้ออาหารสัตว์ ดันต้นทุนวัตถุดิบกระฉูด
“วัตถุดิบอาหารสัตว์” ราคาแพงข้ามปี หลังจีนแห่เลี้ยงมากขึ้น-พายุถล่มสหรัฐฉุดผลผลิตหด ส.ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เตรียมหันใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น หวังลดต้นทุนเลี้ยงสัตว์ “ปลายข้าว-รำ-มัน” ส้มหล่น แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเปิดเผยว่า สถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ในไตรมาส 4 เช่น ข้าวโพดเพิ่มขึ้น 30% เฉลี่ยราคา กก.ละ 11-11.50 บาท จากปี 2563 ราคา กก.ละ 9 บาท ส่วนราคาถั่วเหลืองปรับเพิ่มขึ้น 25% เฉลี่ย กก.ละ 20 บาท จากปีที่ผ่านมาเฉลี่ย กก.ละ 15 บาท ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตอาหารสัตว์สูงขึ้น 10% นับตั้งแต่ไตรมาส 4 และต่อเนื่องไปยังไตรมาส 1 ของปี 2565 โดยปัจจัยที่ทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างจีน สถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มฟื้นจากปัญหาโควิด-19 ส่งผลให้จีนมีความต้องการวัตถุดิบอาหารสัตว์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการนำเข้ามาสต๊อกไว้เพื่อใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2563 จนถึงกลางปีนี้ ขณะที่ประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบ เช่น สหรัฐ บราซิล อาร์เจนตินา และสหราชอาณาจักร (ยูเค) เริ่มมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบรายใหญ่สำคัญของโลก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง แม้ว่าจะขยายพื้นที่การเพาะปลูก เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เมื่อต้นปี 2564 แต่ผลผลิตไม่ได้เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้เพราะได้รับผลกระทบจากพายุ แม้ราคาจะอ่อนตัวลงบ้างที่ในช่วงที่ผลผลิตออกในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564 แต่ราคาวัตถุดิบยังคงมีแนวโน้มที่สูง ต้นทุนผู้ผลิตอาหารสัตว์ของไทยยังได้รับผลกระทบอย่างค่าเงินบาทที่อ่อนค่าตอนนี้ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ค่าน้ำมัน รวมเป็นต้นทุนค่าขนส่งการนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทยยังคงสูง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาซื้อ-ขายเฉลี่ย กก.ละ 4-5 บาท ช่วงกลางปี 2563 แต่เมื่อจีนเริ่มนำเข้า ราคาปัจจุบันปรับขึ้น เฉลี่ย กก.ละ 6-8 บาท หากคิดค่าจัดการขนส่ง เช่น หากส่งมาที่เวียดนามราคาก็ปรับขึ้นที่ กก.ละ 7 บาท คือ บวกต้นทุนอีก 2 บาท ถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองกก.ละ 12-13 บาท ขณะนี้ขึ้นเป็น กก.ละ 15-18 บาท กากถั่วเหลือง กก.ละ 18-19 บาท ซึ่งเป็นราคารวมค่าขนส่ง การจัดการแล้ว ข้าวสาลีเดิมเฉลี่ย กก.ละ 7-8 บาท ตอนนี้ กก.ละ 11-12 บาท และประเมินว่าจะมีราคานี้จนถึงไตรมาส 1 ปีหน้า ส่งผลให้แนวโน้มผู้ประกอบการอาหารสัตว์จะหันมาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และปลายข้าว ทั้งนี้ สัดส่วนความต้องการใช้อาหารสัตว์กว่า 90% อยู่ที่สัตว์บก และจะสูงสุดในช่วงไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ซึ่งเป็นช่วงอากาศดีทำให้สัตว์กินอาหารได้มาก ส่วนสัตว์น้ำความต้องการอาหารสัตว์ต่อปีอยู่ที่ 5-6% ซึ่งกินน้อย และช่วงหน้าหนาวก็กินน้อยเนื่องจากอากาศเย็น อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดใกล้หมดแล้ว จำเป็นต้องรอดูว่าจะเริ่มการเพาะปลูกในปีหน้า แต่จากแนวโน้มจะรอการประเมิน “ยังคงสูง” ส่งผลให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์หันมาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ส่วนปลาป่นปัจจุบันความต้องการใช้ลดลง เนื่องจากผู้นำเข้ามีมาตรฐานให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ลดการใช้เนื้อสัตว์เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ โดยให้ไปใช้พืชแทน ส่งผลให้การใช้น้อยมาก ส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ทางผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องคำนึงถึงสารอาหารโปรตีน เนื่องจากวัตถุดิบบางตัวโปรตีนไม่มากพอ โดยวัตถุดิบที่มีโปรตีนมากสุด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งผลผลิตประเทศไทยมีผลผลิตน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์อยู่ระหว่างการส่งเสริมปลูกมันสำปะหลังหลังนาเพื่อนำมาทดแทน คาดว่าจะมีการเพาะปลูกที่มากขึ้น แม้โปรตีนมันสำปะหลังจะน้อยเพียง 2% แต่ก็ช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากราคายังคงสูงอยู่ เพราะต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ 70% มาจากอาหารสัตว์ หากราคาอาหารสัตว์สูงขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยงของกลุ่มผู้เลี้ยงได้ ต่อปีอาหารสัตว์ผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 20 ล้านตัน ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
สหประชาติ” ยก “ซีพี” ติดอันดับผู้นำองค์กรยั่งยืนระดับโลก UNGC ระดับ LEAD
“สหประชาติ” คัดเลือก “ซีพี” ติดอันดับผู้นำองค์กรยั่งยืนระดับโลก UNGC ระดับ LEAD ชูจุดเด่นขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนสู่การปฏิบัติ และความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ถือเป็นความภูมิใจบริษัทไทยในเวทีความยั่งยืนโลก หลังสหประชาชาติประกาศรายชื่อองค์กรผู้นำความยั่งยืนระดับโลกจากทุกทวีป รวม 37 องค์กร โดยในเอเชียมีเพียง 3 ประเทศที่ติดระดับผู้นำคือ ไทย ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เป็นองค์กรไทย 1 ใน 37 องค์กรผู้นำด้านความยั่งยืนโลกด้วย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เปิดเผยว่า ในฐานะบริษัทไทยเครือเจริญโภคภัณฑ์มีความภูมิใจที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น Global Compact Lead จากสหประชาชาติ ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการประกอบธุรกิจภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทิศทางและเป้าหมายความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์สู่ปี 2573 ยังมีความท้าทายที่เด่นชัดและเป็นปัญหาใหญ่ของโลกคือเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน ปัญหาเรื่องมลภาวะทั้งในอากาศ ในน้ำ และบนดิน ถือเป็นวาระใหญ่ของโลกที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ และในวาระที่เครือเจริญโภคภัณฑ์จะก้าวสู่ศตวรรษใหม่ของการดำเนินธุรกิจ จึงได้ตั้งเป้าหมายความยั่งยืนที่สำคัญและยิ่งใหญ่ คือการมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ โดยจะรวมพลังทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯและใช้นวัตกรรมในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่กำหนด “เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับ UN Global Compact เพื่อไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ UN Sustainable Development Goals เรามุ่งมั่นที่จะทำให้ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของเรา มีความโปร่งใสสูงสุด” ซีอีโอเครือซีพีกล่าว ทั้งนี้ปัจจุบันเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ผ่านเส้นทางสู่เป้าหมายความยั่งยืนระยะที่ 1 มาแล้ว และกำลังมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนระยะต่อไปในปี 2573 การที่องค์กรได้รับการยกย่องให้เป็นสมาชิก Global Compact LEADกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มีต่อข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact) และหลักการทั้ง 10 ประการ รวมถึงการทำงานเชิงรุกด้านความยั่งยืนและผลักดันวาระสำคัญต่างๆอาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงการสร้างงาน สำหรับเครือซีพี ถือเป็นองค์กรที่มีการนำหลักสากล 10 ประการของ UN Global Compact มาบูรณาการในกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจขององค์กร โดยมีการจัดทำยุทธศาสตร์ความยั่งยืน เป้าหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติ ที่ครอบคลุมด้านสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต ภายใต้ค่านิยม 3 ประโยชน์ และกรอบการดำเนินงาน 3 ด้านของเครือฯ อันได้แก่ Heart – Living Right, Health – Living Well และ Home – Living Together และมีกระบวนการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานเทียบกับเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลผ่านรายงานความยั่งยืนเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตามมาตรฐาน GRI และเกณฑ์การจัดทำรายงานเพื่อสื่อสารความคืบหน้าของ UN Global Compact ในระดับสูงสุด (Advanced Communication on Progress: CoP) เป็นประจำทุกปี โดยนำเอาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติทั้ง 17 ประการ มาประกอบการจัดทำยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ สู่ปี 2030 โดยมีเป้าหมายที่สำคัญได้แก่ การเป็นองค์กรที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) (SDG 13) การลดขยะอาหารและของเสียที่ถูกนำไปฝังกลบเป็นศูนย์ และบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำ หรือย่อยสลายได้ (SDG 12) การส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้รับการสนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นจำนวน 50 ล้านคน (SDG 4) เป็นต้น โดยจุดเด่นอีกประการหนึ่งที่เครือซีพีได้รับหารจัดอันดับให้เป็น LEAD คือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับทุกภาคส่วน ยกตัวอย่างเช่น (1) การเข้าร่วมโครงการ Caring for Climate, Race to Zero และ Business Ambition for 1.5oC เพื่อร่วมแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2) การร่วมเป็นภาคีสมาชิกของ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน (3) การเป็นหนึ่งในองค์กรร่วมก่อตั้ง Global Compact Network Thailand (4) การเข้าร่วมโครงการ Decent Work in Global Supply Chains (5) การร่วมปฏิรูปการศึกษาของประเทศผ่านโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED CR: สยามรัฐ
สหประชาติ” ยก “ซีพี” ติดอันดับผู้นำองค์กรยั่งยืนระดับโลก UNGC ระดับ LEAD Read More »
ระบบไบโอซีเคียวริตี้” ป้องหมูซีพีปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย
CPF ผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมของไทย ชูมาตรฐานฟาร์มสุกรระบบไบโอซีเคียวริตี้ในการเลี้ยงสุกรซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคสัตว์ต่างๆ ขณะเดียวกัน ยังยกระดับการป้องกันโควิด-19 ให้พนักงานภายในฟาร์ม โดยวางระบบบับเบิลแอนด์ซีลและฉีดวัคซีนให้ทุกคน ป้องเชื้อโควิดเข้าพื้นที่ฟาร์ม 100% มั่นใจความปลอดภัยทั้งสุกรและคนเลี้ยง ผู้บริโภคสามารถบริโภคได้หมูซีพีได้อย่างสบายใจ น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านวิชาการ สายธุรกิจสุกร CPF เปิดเผยว่า ปัจจุบันฟาร์มสุกรทั้งหมดของ CPF ดำเนินมาตรฐานฟาร์มตามแนวทางของกรมปศุสัตว์ และยกระดับสู่ “ระบบไบโอซีเคียวริตี้” เข้มข้นเรื่องการป้องกันโรคระบาดสัตว์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเลี้ยงสุกรปลอดโรค อันจะส่งผลให้ได้เนื้อหมูอนามัยที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค“CPF ให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยในขั้นตอนของการเลี้ยงสุกร เป็นอีกข้อต่อที่สำคัญของความปลอดภัยทางอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการป้องกันโรคระบาดสัตว์ โดย CPF ได้ยกระดับมาตรฐานฟาร์มสุกรเข้าสู่ระบบไบโอซีเคียวริตี้แล้วทั้งหมด แม้จะมีความยุ่งยากในการดำเนินการ แต่สุดท้ายได้ประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อสุกรทุกตัวในฟาร์มมีสุขภาพดีและปลอดโรค” น.สพ.ดำเนิน กล่าว มาตรฐานฟาร์มสุกร CPF ในระบบไบโอซีเคียวริตี้ เป็นระบบการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งประกอบด้วย การเลี้ยงสุกรในโรงเรือนระบบปิด ป้องกันสัตว์พาหะทั้งหนู นก แมลงต่างๆ โดยวัตถุดิบต่างๆ ที่นำมาใช้ภายในฟาร์มไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ หรืออื่นๆจะมีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มา ซึ่งทุกฟาร์มจะรับจากแหล่งที่ปลอดภัยเท่านั้น ทั้งยังต้องควบคุมรถขนส่งเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวด รถทุกคัน-พนักงานทุกคนต้องผ่านระบบฆ่าเชื้อ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคนหรือพาหนะนั้นๆ จะไม่เป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม รวมถึงการกำหนดจุดส่งมอบสุกรที่แยกจากฟาร์ม ทั้งนี้ไม่เพียงฟาร์มของบริษัทแต่ยังถ่ายทอดมาตรการการป้องกันโรคนี้ให้กับเกษตรกรในคอนแทรคฟาร์มมิ่งของบริษัทฯ ทั่วประเทศครบทุกรายแล้ว ยืนยันได้ในความปลอดภัยของกระบวนการผลิตสุกรเพื่อส่งมอบอาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภคขณะเดียวกัน ในสถานการณ์โควิด CPF ยังยกระดับการป้องกันโรคขั้นสูงสุดให้แก่พนักงานในฟาร์มทุกคน ตั้งแต่การสำรวจและคัดกรองคนก่อนเข้าฟาร์ม การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย มาตรการรักษาสุขอนามัย โดยพนักงานทุกคนที่เข้าฟาร์มต้องผ่านการตรวจอุณหภูมิของร่างกาย จุ่มเท้าฆ่าเชื้อ สเปรย์มือด้วยแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัย รณรงค์สร้างความตระหนักด้านสุขอนามัยส่วนบุคคลให้แก่พนักงาน หมั่นล้างมือด้วยน้ำ สบู่ แอลกอฮอล์ มาตรการรักษาความสะอาดโดยทำความสะอาดพื้นที่ที่มีการสัมผัสหรือใช้ร่วมกันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือแอลกอฮอล์ รวมทั้งทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมต่างๆ ของพื้นที่และสิ่งของภายในฟาร์มทั้งก่อนและหลังการใช้งาน ตลอดจนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้พนักงานทุกคน “ลักษณะของฟาร์ม เป็นสถานที่อากาศถ่ายเท และไม่มีพนักงานจำนวนมาก ดังนั้น การจัดการเรื่องการเว้นระยะห่างจึงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผนวกกับระบบไบโอซีเคียวริตี้ในฟาร์มมาตรฐาน จึงมั่นใจได้ว่าสุกรทุกตัวของ CPF มีความแข็งแรง ปลอดโรคและปลอดภัยต่อการบริโภค” น.สพ.ดำเนิน กล่าว./
ระบบไบโอซีเคียวริตี้” ป้องหมูซีพีปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย Read More »









