Logo-CPF-small-65png

ข่าวสารทั่วไป

สร้างความแข็งแกร่งและความสำเร็จให้ลูกค้า คือภารกิจของเรา

นี่คือหนึ่งในแนวคิดสำคัญจาก CEO ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ บนเวที CPF Feed NextGen Leadership Summit 2026 ที่ CPF โดยธุรกิจอาหารสัตว์บก จัดขึ้นเพื่อเชื่อมทายาทธุรกิจปศุสัตว์ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และพันธมิตรเทคโนโลยี ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจด้วย Data, AI และนวัตกรรม ขณะเดียวกัน Data และ AI กำลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตั้งแต่ Feed Formulation, Automation, Smart Farm, AI วิเคราะห์สุขภาพสัตว์, Data Insight ไปจนถึง Smart Energy โดย CPF มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง และแบ่งปันองค์ความรู้ที่ประสบความสำเร็จให้กับลูกค้า เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจแต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากอุตสาหกรรมโดยรวมไม่แข็งแรง CEO ประสิทธิ์จึงย้ำว่า“อุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง…คือเกราะป้องกันคุ้มครองธุรกิจของพวกเราร่วมกัน”   พร้อมชวนผู้ประกอบการร่วมกัน ปกป้องอุตสาหกรรม ยึดมั่นมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร และช่วยกันสร้างความเข้าใจต่อประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต เพราะความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับธุรกิจ แต่ยังเชื่อมโยงถึงผู้บริโภคและ ความมั่นคงทางอาหารภายในงาน ซิกเว่ เบรกเก้ CEO ทรู ร่วมเปิดมุมมองในหัวข้อ “From Legacy to Leadership in the Age of AI” ถ่ายทอดแนวคิดการปรับตัวจากธุรกิจดั้งเดิมสู่การเป็นผู้นำในยุค AI และการใช้เทคโนโลยีสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจพร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และทายาทธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรม ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริง ตั้งแต่ การรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว การสร้างแบรนด์ การใช้ Data บริหารธุรกิจ, Smart Farm ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจ การตลาด และการสร้างคอนเทนต์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นแนวทางการนำเทคโนโลยีไปต่อยอดได้จริง เวทีนี้จึงเป็นมากกว่างานสัมมนา แต่เป็นอีกก้าวของการสร้าง CPF NextGen Community เชื่อมทายาทธุรกิจและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเติบโตไปด้วยกัน โดย CPF เดินหน้าพัฒนาทายาทธุรกิจอาหารสัตว์บกอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี เพื่อเตรียมผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายที่แข็งแกร่ง     

สร้างความแข็งแกร่งและความสำเร็จให้ลูกค้า คือภารกิจของเรา Read More »

เร่งช่วยน้ำท่วม อพยพสัตว์กว่า 3.8 แสนตัว พร้อมเร่งเยียวยา

“สุริยะ” สั่งการกรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรประสบอุทกภัย อพยพสัตว์กว่า 3.8 แสนตัว พร้อมเร่งสำรวจความเสียหาย และเยียวยาตามหลักเกณฑ์ช่วยเหลือปี 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการกรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ประสบอุทกภัยทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์และสำรวจความเสียหายด้านปศุสัตว์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกร ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้รับข้อสั่งการจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดซึ่งประสบอุทกภัย ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนจนถึงปัจจุบัน มีข้อมูลโดยสรุปเบื้องต้นได้แก่ ชัยนาท สระบุรี ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี แม่ฮ่องสอน และอุทัยธานี ครอบคลุม 20 อำเภอ 44 ตำบล 84 หมู่บ้าน เกษตรกร 2,313 ราย โดยมีสัตว์เลี้ยงในพื้นที่น้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 715,370 ตัว ประกอบด้วย โค 3,358 ตัว กระบือ 2,460 ตัว สุกร 8,075 ตัว แพะ/แกะ 2,202 ตัว และสัตว์ปีก 699,275 ตัว รวมถึงแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวม 267 ไร่ จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น พบสัตว์ตายและสูญหายใน 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดระยอง และแม่ฮ่องสอน จำนวน 20,024 ตัว เป็นโค 1 ตัว กระบือ 1 ตัว และสัตว์ปีก 20,022 ตัว โดยกรมปศุสัตว์จะดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลความเสียหายตามขั้นตอน เพื่อพิจารณาการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป อีกทั้งกรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้น ได้แก่ แจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานจำนวน 22,000 กิโลกรัม อพยพสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่เสี่ยงรวม 381,131 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) จำนวน 6,519 ชุด แจกจ่ายถุงยังชีพสัตว์ ส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ดูแลรักษาสัตว์ในพื้นที่ ในส่วนของการเยียวยาความเสียหายด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์จะดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 ซึ่งครอบคลุมการช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ โดยกรณีสัตว์ตายหรือสูญหาย กำหนดอัตราการช่วยเหลือตามชนิดและอายุของสัตว์ และกำหนดจำนวนสูงสุดที่ให้ความช่วยเหลือต่อราย อาทิ – โค อัตราตัวละไม่เกิน 13,000–35,000 บาท ตามช่วงอายุ ช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตัว/ราย – กระบือ อัตราตัวละไม่เกิน 15,000–39,000 บาท ตามช่วงอายุ ช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตัว/ราย – สุกร อัตราตัวละไม่เกิน 1,500–3,000 บาท ตามช่วงอายุ ช่วยเหลือไม่เกิน 10 ตัว/ราย – แพะ/แกะ อัตราตัวละไม่เกิน 1,500–3,000 บาท ตามช่วงอายุ ช่วยเหลือไม่เกิน 10 ตัว/ราย – สัตว์ปีก อัตราการช่วยเหลือแตกต่างกันตามชนิดและช่วงอายุ เช่น ไก่พื้นเมือง/ไก่ไข่ ไก่เนื้อ เป็ดไข่ เป็ดเนื้อ/เป็ดเทศ และนกระทา โดยกำหนดจำนวนสูงสุดที่ให้ความช่วยเหลือต่อรายแตกต่างกันตามประเภท – แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ กรณีเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ ช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 3,180 บาท ไม่เกิน 30 ไร่/ราย “กรมปศุสัตว์จะติดตามสถานการณ์และเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ทั้งการจัดหาอาหารสัตว์ การอพยพสัตว์ การดูแลสุขภาพสัตว์ และการสำรวจความเสียหาย จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และเกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ขอให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมั่นใจว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง./

เร่งช่วยน้ำท่วม อพยพสัตว์กว่า 3.8 แสนตัว พร้อมเร่งเยียวยา Read More »

ซีพีเอฟ ลงนาม MOU สมาคมโคเนื้อฮันวูแห่งชาติเกาหลีใต้ ส่งออกข้าวโพดหมักคุณภาพสูง ยกระดับอาหารสัตว์และปศุสัตว์ยั่งยืน

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสมาคมโคเนื้อฮันวูแห่งชาติ (The National Hanwoo Association) และ Reborn Agency Inc. เพื่อร่วมมือส่งออกข้าวโพดหมักคุณภาพดี (CP Corn Silage) ไปยังประเทศเกาหลีใต้ มุ่งสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อฮันวู ตลอดจนขยายโอกาสทางการตลาดของข้าวโพดหมักจากประเทศไทยสู่ต่างประเทศ และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืนของทั้งเกาหลีใต้และไทย ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ซีพีเอฟทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตและจัดหาข้าวโพดหมักเกรดพรีเมียม โดยพัฒนากระบวนการตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ แนวทางการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการหมัก ภายใต้งานวิจัยและเทคโนโลยีการผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท เพื่อให้สามารถจัดส่งได้ในปริมาณที่เหมาะสม และมีคุณภาพสม่ำเสมอตามข้อกำหนดของตลาดเกาหลีใต้ ขณะที่สมาคมโคเนื้อฮันวูแห่งชาติ ในฐานะผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ จะนำข้าวโพดหมักไปใช้ในการเลี้ยงโคเนื้อฮันวู เพื่อสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงและความสม่ำเสมอของผลผลิต พร้อมร่วมมือในการติดตามการใช้งาน เก็บข้อมูล และประเมินผลการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลเพื่อพัฒนาคุณภาพข้าวโพดหมักให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในอนาคต โดยมี Reborn Agency Inc. ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการด้านการนำเข้าข้าวโพดหมักจากประเทศไทย และกระจายผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานเป้าหมาย ทั้งผู้เลี้ยงโคเนื้อ และโคนมในประเทศเกาหลีใต้ ข้าวโพดหมักซีพี (CP Corn Silage) มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยซีพีเอฟมีการบริหารจัดการกระบวนการผลิตตั้งแต่การเพาะปลูกจนถึงการหมัก โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในกระบวนการผลิต การควบคุมช่วงเวลาเก็บเกี่ยวให้เหมาะสมในช่วงเวลาที่มีค่า Milk Line สูง รวมถึงการควบคุมความชื้นให้อยู่ในช่วงที่เหมาะต่อการหมัก ผลิตภัณฑ์บรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยลดการสัมผัสอากาศและลดผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เพื่อสนับสนุนให้การหมักเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการ ข้าวโพดหมักซีพีเป็นข้าวโพดหมักทั้งต้นและฝักเกรดระดับพรีเมียม มีคุณค่าทางโภชนาการและคุณภาพที่สม่ำเสมอ เหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในโคนมและโคเนื้อ และมีส่วนช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพการจัดการฟาร์มและคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน  

ซีพีเอฟ ลงนาม MOU สมาคมโคเนื้อฮันวูแห่งชาติเกาหลีใต้ ส่งออกข้าวโพดหมักคุณภาพสูง ยกระดับอาหารสัตว์และปศุสัตว์ยั่งยืน Read More »

เคล็ดไม่ลับ! ทำไมฟาร์มรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคน

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีกลายเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรม — รวมถึง “ฟาร์มปศุสัตว์” ด้วยเช่นกัน จากเดิมที่ฟาร์มต้องพึ่งพาแรงงานคนจำนวนมาก ปัจจุบันแนวโน้มของ “ฟาร์มรุ่นใหม่” ได้ปรับตัวสู่ระบบที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหัวใจหลัก ช่วยให้การจัดการฟาร์มมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายลดลง และที่สำคัญคือ “มีกำไรมากขึ้น” บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเหตุผลสำคัญที่ฟาร์มยุคใหม่หันมาใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคน พร้อมเผยเคล็ดลับเบื้องหลังความสำเร็จที่คุณเองก็เริ่มต้นได้ไม่ยาก ปัญหาที่ฟาร์มยุคเก่ากำลังเผชิญ ก่อนจะพูดถึงเทคโนโลยี เราต้องเข้าใจก่อนว่า “ทำไมต้องเปลี่ยน” ขาดแคลนแรงงาน: แรงงานภาคเกษตรลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ ต้นทุนสูง: ค่าจ้างพนักงาน ค่าอาหารสัตว์ และค่าดูแลสุขภาพสัตว์สูงขึ้นทุกปี ประสิทธิภาพต่ำ: การทำงานแบบใช้แรงงานคนมักมีข้อผิดพลาดสูง ควบคุมคุณภาพได้ยาก เทคโนโลยีช่วยอะไรได้บ้าง? การนำเทคโนโลยีเข้ามาในฟาร์ม ไม่ได้แปลว่า “คนจะตกงาน” แต่เป็นการช่วยให้ “คนทำงานได้ฉลาดขึ้น” และ “มีเวลาบริหารฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ” ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ในฟาร์มยุคใหม่: ระบบให้อาหารอัตโนมัติ: ควบคุมปริมาณและเวลาการให้อาหารด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความแม่นยำ กล้อง CCTV + AI: เฝ้าระวังสุขภาพสัตว์ ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้แบบเรียลไทม์ IoT Sensor: ตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น แอมโมเนียในโรงเรือน แจ้งเตือนทันทีเมื่อมีความผิดปกติ โปรแกรมจัดการข้อมูล: รวบรวมข้อมูลการเจริญเติบโต การใช้วัคซีน การให้อาหาร เพื่อใช้วิเคราะห์และวางแผน ประโยชน์ที่ฟาร์มได้รับ ลดแรงงานได้ถึง 50–70%: จากเดิมที่ต้องมีพนักงาน 5 คน อาจเหลือเพียง 2 คน เพิ่มผลผลิต: ควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น ทำให้สัตว์โตเร็ว สุขภาพแข็งแรง วางแผนได้แม่นยำ: ด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ ฟาร์มสามารถปรับกลยุทธ์ได้ตลอดเวลา ต้นทุนลดลง-กำไรเพิ่มขึ้น: การลดความสูญเสียในระบบและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ช่วยเพิ่มกำไรสุทธิได้ถึง 2 เท่า เคล็ดลับในการเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีในฟาร์ม เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่มีผลต่อประสิทธิภาพมาก เช่น ระบบให้อาหาร, การตรวจอุณหภูมิ เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับขนาดฟาร์ม ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง หาคู่ค้าหรือผู้ให้บริการที่มีความรู้และให้การสนับสนุนหลังการขาย ฝึกอบรมทีมงานให้เข้าใจระบบ เพราะคนยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี ฟาร์มตัวอย่างที่เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีแล้วสำเร็จ   จากเดิมมีปัญหาเรื่องแรงงานขาด ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบ Smart Farm ควบคุมโรงเรือนผ่านมือถือ ลดคนงานจาก 6 คน เหลือ 2 คน แต่กำไรต่อรอบเพิ่มขึ้นกว่า 80% พร้อมคุณภาพสุกรที่ได้มาตรฐานกว่าเดิม

เคล็ดไม่ลับ! ทำไมฟาร์มรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคน Read More »

“ฟาร์มหมอต้น” ตัวอย่าง เกษตรกรแนวหน้า คว้ารางวัล SME ระดับชาติ ซีพีเอฟ ผสานองค์ความรู้-เทคโนโลยี ยกระดับฟาร์มคู่ค้า สู่มาตรฐานสากล

“ฟาร์มหมอต้น” ผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสุกร ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี ที่วันนี้ดำเนินงานมาแล้ว 11 ปี และสามารถพาธุรกิจขึ้นแท่นผู้ประกอบการยอดเยี่ยมระดับชาติ คว้า 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 SME National Awards 2025 และอีก 2 รางวัลพิเศษ คือ รางวัล SME แห่งชาติยอดเยี่ยม และรางวัล SME Sustainability & ESG Excellence ภายใต้โครงการ MSME National Awards 2025 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 17 สะท้อนความสำเร็จในการบริหารจัดการ ที่ปฏิบัติตามแนวทาง TQA และได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผ่านกระบวนการ “คิดและเติบโตไปด้วยกัน” ส่งต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบการบริหารจัดการแบบมืออาชีพอย่างเป็นระบบ น.สพ.วรวุฒิ ศิริปุณย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มหมอต้น จำกัด กล่าวว่า “ฟาร์มหมอต้น” มุ่งมั่นผลิตสุกรครบวงจรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล ใส่ใจความยั่งยืนระดับโลก การผลิตอยู่ภายใต้มาตรฐานทั้งด้านสุขอนามัย สวัสดิภาพสัตว์ และกระบวนการผลิต โดยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในทุกมิติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืนระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ร่วมกับชุมชน สังคมได้ จากจุดเด่นในการนำหลักการจัดการฟาร์มแบบบูรณาการมาประยุกต์ใช้จริง ทำให้ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลนี้ “ความสำเร็จที่เกิดขึ้นยังได้แรงผลักดันจากซีพีเอฟ พันธมิตรที่ช่วยคิด พัฒนา และเติบโตไปด้วยกัน ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบต่างๆ จากการที่ซีพีเอฟมีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เช่น ไบโอแก๊ส โซลาร์ รูฟท็อป รวมทั้งการสนับสนุนจากหน่วยงานพัฒนาศักยภาพลูกค้าและทีมขายอาหารสัตว์ภาคตะวันออก ทีมผู้เชี่ยวชาญบริการวิชาการ ทีมการตลาด ทีมสนับสนุน ที่สำคัญ คือ การถ่ายทอดแนวทางการบริหารองค์กรสู่ความเป็นเลิศ (CP Excellence) จนฟาร์มสามารถยกระดับการจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้ง Supply Chain สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล รวมถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามหลัก ESG” น.สพ.วรวุฒิ กล่าว บจ.ฟาร์มหมอต้น ผ่านการประเมินจากผู้สมัครกว่า 200 รายทั่วประเทศ สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการ SME ไทย ที่สามารถยกระดับธุรกิจเทียบเท่ามาตรฐานสากลได้ด้วยตนเอง โดยมีซีพีเอฟเป็นพันธมิตรร่วมทางสู่เป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืน แบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการบริหารจัดการที่ทันสมัย สำหรับรางวัล SME National Awards มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจ MSME ให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยการปรับใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) เป็นฐานการพิจารณาให้เข้ากับบริบทของ MSME ครอบคลุมการบริหารจัดการ 7 ด้านสำคัญ ได้แก่ บทบาทของผู้บริหารในการนำองค์กร การวางแผนการดำเนินธุรกิจ การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด การวัด วิเคราะห์และจัดการความรู้ การบริหารทรัพยากรบุคคล การจัดการกระบวนการ และผลลัพธ์ทางธุรกิจ ปีนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ ร่วมกับ นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. โดยมี นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ และทีมงานฯ ร่วมแสดงความยินดี  

“ฟาร์มหมอต้น” ตัวอย่าง เกษตรกรแนวหน้า คว้ารางวัล SME ระดับชาติ ซีพีเอฟ ผสานองค์ความรู้-เทคโนโลยี ยกระดับฟาร์มคู่ค้า สู่มาตรฐานสากล Read More »

จากขี้เถ้า… สู่วัสดุรักษ์โลก! “CPF จับมือ มทส.” ปั้นนวัตกรรม Zero Waste ด้วย “ขี้เถ้าชีวมวล”

วันที่ 6 สิงหาคม 2568มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ด้านการวิจัยและพัฒนาการสร้างมูลค่าของเสีย Zero Wase โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อนันต์ ทองระอา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และอาจารย์ ดร.ภัทรกร สฤษชสมบัติ ผู้รักษาการแทนรองผู้อำนวยการเทคโนธานีฝ่ายบริหารและสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนจาก มทส. พร้อมด้วย บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก และคุณบุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก ณ ห้องประชุมสารนิเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี   พิธีลงนามครั้งนี้ประกอบด้วย การกล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน โดย อาจารย์ ดร.ภัทรกร สฤษชสมบัติ ผู้รักษาการแทนรองผู้อำนวยการเทคโนธานีฝ่ายบริหารและสื่อสารองค์กร การกล่าวแถลงการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย โดย รองศาตราจารย์ ดร.อนันต์ ทองระอา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี การกล่าวความเป็นมาของเทคโนโลยี โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริวรรณ โชคค้า อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเซรามิก ในฐานะนักวิจัยประจำโครงการ การกล่าวเจตนารมณ์เป้าหมาย CPF Zero waste to landfill 2030 โดย คุณเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้บริหารบริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) การแนะนำบริษัทและความเป็นมาของโครงการด้านการวิจัยและพัฒนาการสร้างมูลค่าจากของเสีย Zero Waste โดย คุณสิทธิ์ระพี ช้างหมื่นไวย ผู้ชำนาญระบบมาตรฐานและระบบการจัดการข้อมูล จากนั้นได้นำเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับสื่อมวลชน การลงนามในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ.บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในการเป็นพันธมิตรร่วมมือกันวางแผน พัฒนา และดำเนินงานด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในระดับชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และระดับประเทศ ความร่วมมือในลักษณะนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้แก่สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศในอนาคต.

จากขี้เถ้า… สู่วัสดุรักษ์โลก! “CPF จับมือ มทส.” ปั้นนวัตกรรม Zero Waste ด้วย “ขี้เถ้าชีวมวล” Read More »

ซีพี-ซีพีเอฟ ร้อยเรียงความดีผนึกกำลัง มทบ.37 ส่งมอบวัตถุดิบบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.เชียงราย

     27 มิถุนายน 2568 เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอฟ) เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม ร้อยเรียงความดี สู้ส่งมอบวัตถุดิบคุณภาพดีสำหรับการประกอบอาหาร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน โดยมี ร้อยเอกธวัช ขันคำ ผู้แทนจากมณฑลทหารบกที่ 37 และนายฐิติพันธ์ เข็มขาว นายกองค์การบริหารส่วนส่วนตำบลแม่เปา ได้ร่วมรับมอบวัตถุดิบซีพี อาทิ ไข่ไก่สด เนื้อไก่ และน้ำดื่ม จากนางศิริลักษณ์ บ่อสร้าง ผู้จัดการฝ่าย ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายวรพล ด้วงชมภู เจ้าหน้าที่ขายอาวุโส บริษัท ชี พี เอฟ โกลบอลฟู้ดโซลูชั่นจำกัด มหาชน ผู้แทนจากกลุ่มบริษัทในเครือซีพีเอฟ โดยวัตถุดิบเหล่านี้จะถูกนำไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีครัวเรือนผู้ประสบภัยกว่า 3,000 ครัวเรือน โดยมีศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 กองทัพบก ได้จัดกำลังพลทหารเป็นกำลังสำคัญในการกระจายอาหารและสิ่งของจำเป็นไปยังผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเกิดขึ้นจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนใน 8 หมู่บ้านของตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย ได้แก่ หมู่ 1, 12, 3, 16, 20, 14, 2 และ 6 นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อถนนและพื้นที่การเกษตรเป็นวงกว้าง เครือซีพีและกลุ่มธุรกิจในเครือยังคงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด รวมถึงสนับสนุนกองบัญชาการทัพไทยในการปฏิบัติภารกิจบรรเทาความเดือดร้อน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ซีพี-ซีพีเอฟ ร้อยเรียงความดีผนึกกำลัง มทบ.37 ส่งมอบวัตถุดิบบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.เชียงราย Read More »

ไข่ไก่…บทเรียนนอกตำราของเด็กๆ รร.บ้านร้านตัดผม จ.ชุมพร

ไข่ไก่…บทเรียนนอกตำราของเด็กๆ รร.บ้านร้านตัดผม จ.ชุมพร   เช้าๆ ที่โรงเรียนบ้านร้านตัดผม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ไม่ได้เริ่มต้นแค่ด้วยเสียงสวัสดีคุณครูหรือท่องสูตรคูณ แต่เต็มไปด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ ที่รีบวิ่งไปยังโรงเรือนไก่ไข่…เพราะที่นี่ ไข่ไก่ไม่ใช่แค่ของกินบนจานอาหารกลางวัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่สอน เป็นบทเรียนนอกตำรา ที่ทำให้รู้จักความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และลงมือทำจริงตั้งแต่ยังเด็ก “น้องปันปัน-กิตติพัศ ถิ่นวงค์เกลอ” นักเรียนชั้น ป.6 กับเพื่อนๆ นัดรวมตัวกันที่โรงเรือนไก่ไข่ในทุกๆเช้า ก่อนเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ เพื่อมาให้อาหารแม่ไก่ไข่ที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่  นี่ไม่ใช่แค่กิจกรรมพิเศษ แต่เป็นภารกิจประจำวันของชุมนุม “เลี้ยงไก่ไข่” ที่น้องปันปัน และเพื่อนๆ ป.4-6 ทั้ง 15 คน ช่วยกันดูแลอย่างตั้งใจ ก่อนหน้านี้ โรงเรียนบ้านร้านตัดผมมีเพียงแปลงผักและโรงเพาะเห็ดเล็กๆ ต้องซื้อไข่และเนื้อสัตว์จากตลาดเพื่อ  ทำอาหารกลางวันให้นักเรียนกว่า 550 คน แต่ตั้งแต่ปี 2565 ทุกอย่างเปลี่ยนไป โครงการ “เลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน” ของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบทและซีพีเอฟ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโรงเรียน ที่มาพร้อมกับโรงเรือนไก่ใหม่เอี่ยม แม่ไก่สาว 150 ตัว และอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ 1 รุ่น  น้องปันปัน เล่าว่า ไก่พวกนี้กินอาหารแค่วันละมื้อเดียว…แต่มื้อนี้สำคัญมาก ต้องคำนวณปริมาณอาหารเป๊ะๆ ตามจำนวนตัวแม่ไก่ ให้อาหารกระจายทั่วถึงทุกตัว พร้อมกับเช็คระบบน้ำให้ไหลดีไม่ขาดหยด และต้องไม่ลืมเปิดพัดลมระบายอากาศให้ไก่ “ตอนแรกเรากลัวไก่ ไม่กล้าจับเลย” น้องปันปัน สารภาพพร้อมหัวเราะ “แต่พี่ๆ ซีพีเอฟมาสอนละเอียดมากๆ จนตอนนี้จับไม่กลัวแล้วและยังอยากมาดูแลไก่ทุกๆวัน”  ผลจากความตั้งใจของชุมนุมเลี้ยงไก่ไข่ ทำให้ทุกวันโรงเรียนมีไข่สดๆ วันละ 120-130 ฟอง ส่งตรงเข้าโรงครัวสำหรับทำเมนูไข่อร่อยๆ อย่าง “ไข่พะโล้” ที่เป็นของโปรดของเด็กทั้งโรงเรียน ไม่เพียงแค่ได้ไข่กินเอง เด็กๆ ยังช่วยกันจัดการมูลไก่ นำไปตากแห้งเป็นปุ๋ยใช้ในสวนปาล์ม 300 ต้นของโรงเรียน และใช้กับแปลงผักปลอดสารที่ปลูกไว้สำหรับทำอาหารกลางวันอีกด้วย  “น้องแอม – จิรัชญา แก้วกอง” เพื่อนร่วมชั้นของน้องปันปัน บอกว่า “หนูชอบทำบัญชี บันทึกจำนวนไข่ นับเงินรายได้ เพราะไข่ที่เหลือเรานำไปขายให้ผู้ปกครอง ในราคาประหยัดช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ตอนนี้มีเงินเก็บของโครงการถึง 150,000 บาทแล้ว จะได้มีทุนเลี้ยงไก่รุ่นต่อไป “หนูดีใจมากที่ได้มาดูแลแม่ไก่ ทำให้ทุกคนมีไข่ไก่ทานทุกวัน แถมโรงเรียนเรายังเปิดเป็น “ศูนย์เรียนรู้” ให้ผู้ปกครองและชาวบ้านมาเยี่ยมชมได้ พ่อแม่ผมก็เคยมาดู บอกว่าภูมิใจที่ลูกชายช่วยเลี้ยงไก่เก่งแบบนี้” น้องแอม บอกด้วยรอยยิ้ม สิ่งที่เด็กๆ ได้รับไม่ใช่แค่ไข่ไก่หรือเงินทุนเท่านั้น แต่ยังได้ฝึกทำงานเป็นทีม ฝึกคิดเลข จดบันทึก และเรียนรู้ระบบการเลี้ยงสัตว์อย่างมืออาชีพ เหมือนเจ้าของฟาร์มตัวน้อยๆ น้องปันปันและเพื่อนๆ อาจไม่รู้ว่า ตอนนี้มีโรงเรียนทั่วประเทศถึง 988 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการเดียวกัน มีนักเรียนกว่า 223,000 คน ได้ประโยชน์เหมือนกัน และภายในปี 2568 จะเพิ่มเป็น 1,018 โรงเรียนอีกด้วย สำหรับโรงเรียนไหนที่อยากมีฟาร์มไข่สดเหมือนบ้านร้านตัดผม ก็สามารถติดต่อมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท โทร. 063-871-6545 หรือ 092-870-0783  ไข่ไก่ฟองเล็กๆ ที่ออกมาจากฟาร์มของเด็กๆ โรงเรียนบ้านร้านตัดผม ไม่ใช่แค่ “อาหารกลางวัน” แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่สอนให้พวกเขารู้จักความรับผิดชอบ การวางแผน และการพึ่งพาตนเองไปพร้อมๆ กัน../  

ไข่ไก่…บทเรียนนอกตำราของเด็กๆ รร.บ้านร้านตัดผม จ.ชุมพร Read More »

เคล็ดไม่ลับ! ทำไมฟาร์มรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคน

ในยุคที่แรงงานขาดแคลน ค่าแรงเพิ่มขึ้น และคนรุ่นใหม่หันหลังให้กับอาชีพการเกษตร ฟาร์มแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ คำถามสำคัญคือ…ฟาร์มยุคใหม่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร? คำตอบคือ: ใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทนแรงงานคน ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับเหตุผลว่าทำไมฟาร์มยุคใหม่ทั่วโลก—including ฟาร์มสุกร, ฟาร์มไก่ไข่, และฟาร์มไก่เนื้อ—หันมาใช้ระบบอัจฉริยะและเครื่องมืออัตโนมัติเพื่อบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม แรงงานขาดแคลน ปัญหาที่แก้ได้ด้วยเทคโนโลยี ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาแรงงานขาดแคลน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะในการดูแลสัตว์ เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยทดแทน ไม่ว่าจะเป็น: ระบบให้อาหารและน้ำอัตโนมัติ เครื่องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เซนเซอร์ตรวจสุขภาพสัตว์ ระบบเหล่านี้ช่วยลดความจำเป็นในการใช้แรงงานคนซ้ำ ๆ และลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ ทำงานแม่นยำกว่า แรงงานไม่เคยหลับ เทคโนโลยีไม่เคยเหนื่อย เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีลาป่วย ไม่มีเหนื่อยล้า ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของฟาร์มเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหารตรงเวลา การควบคุมสภาพแวดล้อม หรือการตรวจจับพฤติกรรมสัตว์ที่ผิดปกติ ข้อมูลคืออาวุธของฟาร์มยุคใหม่ ด้วยระบบ IoT และคลาวด์ แพลตฟอร์ม Smart Farm สามารถรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์ เช่น: อัตราการกินอาหาร การเจริญเติบโตของสัตว์ การใช้พลังงานและน้ำในฟาร์ม ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อปรับกลยุทธ์ เพิ่มกำไร ลดต้นทุน และวางแผนการขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น ลดต้นทุนระยะยาว คืนทุนเร็ว แม้การลงทุนในเทคโนโลยีอาจดูสูงในช่วงเริ่มต้น แต่สามารถคืนทุนได้ภายใน 1-2 ปี จากการลดต้นทุนค่าแรง ค่าการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงสัตว์ ฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยีสามารถเลี้ยงสัตว์ได้มากขึ้นในพื้นที่เดิม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเพิ่มผลผลิตต่อรอบ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และดึงดูดนักลงทุน ฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยมีแนวโน้มได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ซื้อ นักลงทุน และคู่ค้าทางธุรกิจมากกว่า ด้วยความโปร่งใสของข้อมูลและคุณภาพการจัดการ ฟาร์มแบบ Smart Farm ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ได้ง่ายขึ้น เสริมพลังคน ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ฟาร์มรุ่นใหม่ไม่ได้หมายถึงการลดจำนวนแรงงานทั้งหมด แต่หมายถึงการให้คนทำงานที่มีคุณค่ามากขึ้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนธุรกิจ การดูแลสุขภาพสัตว์เชิงลึก แทนที่จะต้องใช้เวลาให้อาหารหรือทำความสะอาดโรงเรือนแบบเดิม ๆ หากคุณคือเจ้าของฟาร์มที่กำลังมองหาทางออกจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน หรือต้องการยกระดับฟาร์มให้ทันสมัยและทำกำไรได้มากขึ้น การใช้เทคโนโลยีไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป แต่คือ “หัวใจของการอยู่รอดและเติบโต” ในยุคนี้ เริ่มต้นทีละขั้น ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมกับขนาดฟาร์มของคุณ แล้วคุณจะพบว่า… เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป    

เคล็ดไม่ลับ! ทำไมฟาร์มรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคน Read More »

ซีพีเอฟ รับรองมาตรฐาน มอก.9999 ขับเคลื่อนธุรกิจอาหารสัตว์บกเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการองค์กรให้เติบโตควบคู่กับความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างสมดุล ส่งผลให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองไอเอสโอ (สรอ.) มอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐาน มอก.9999 ให้แก่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ ภายในงาน “น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สู่มาตรฐานแห่งความยั่งยืน มอก.9999” จัดขึ้น ณ อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทได้นำหลักคิด “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ซึ่งเป็นหัวใจของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดย “3 ห่วง” คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน ส่วน “2 เงื่อนไข” คือ ความรู้ และคุณธรร โดยธุรกิจอาหารสัตว์บกซีพีเอฟนำหลักคิดนี้ไปใช้จริงในโรงงานผลิตทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การผลิต การพัฒนาคน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับหลัก “3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย หนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเชื่อมโยงปรัชญาดังกล่าวกับชีวิตพนักงาน คือโครงการ “ปลดหนี้สร้างสุขและส่งเสริมการออม” ที่สะท้อนอย่างชัดเจนถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยโครงการฯนี้ช่วยพนักงานที่มีภาระหนี้ดอกเบี้ยสูงให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการการเงิน เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถลดภาระหนี้ มีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น เกิดความสุขในชีวิต ต่อเนื่องไปถึงความสุขในการทำงาน รวมถึงสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อองค์กรในภาพรวม นอกจากนี้ ทุกกลุ่มธุรกิจของซีพีเอฟ ดำเนินงานตามระบบบริหาร “ซีพีสู่ความเป็นเลิศ” (CP Excellence: CPEX) ซึ่งเป็นระบบบริหารที่เครือเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาขึ้นจากเกณฑ์การประเมินคุณภาพระดับชาติ เพื่อบูรณาการแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้บุคลากรมีความเข้าใจและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยให้ธุรกิจมีศักยภาพในการแข่งขันระดับสากลและเติบโตอย่างยั่งยืน “ซีพีเอฟเชื่อมั่นว่า การนำมาตรฐาน มอก.9999 มาใช้ จะช่วยให้ธุรกิจของเราดำเนินงานอย่างเหมาะสม ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป มีเหตุผลในการตัดสินใจ และจะใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นหลักในการบริหารจัดการ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง” นายเรวัติกล่าวเพิ่มเติม

ซีพีเอฟ รับรองมาตรฐาน มอก.9999 ขับเคลื่อนธุรกิจอาหารสัตว์บกเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง Read More »

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ให้แก่ท่านได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงทำให้สามารถมอบข้อเสนอ กิจกรรมส่งเสริมการขาย เลือกเนื้อหาให้เหมาะสมแก่ท่านอย่างเป็นส่วนตัวได้ การเก็บและใช้งานคุกกี้สามารถศึกษาได้ที่นโยบายการใช้คุกกี้นี้ การใช้งานเว็บไซต์นี้จะมีการจัดเก็บคุกกี้ประเภทต่าง ๆ ซึ่งท่านต้องยอมรับและยินยอมให้บริษัทฯ จัดเก็บ. (เรียนรู้เพิ่มเติม)