Logo-CPF-small-65png

รวมพลังต้านภัย ASF ตอนที่ 3 : ถ้าโรคไปไกลจะใช้แนวทางใหนดี

รวมพลังต้านภัย ASF ตอนที่ 3 : ถ้าโรคไปไกลจะใช้แนวทางใหนดี

จากบทความแรกจนมาถึงบทความตอนที่ 3 ผู้เขียนหวังว่าผู้ประกอบการฟาร์มหมู ทั้งรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ คงพอได้แนวทางในการป้องกันและควบคุมโรค ASF พอสมควร และหวังว่าท่านยังคงรอดพ้นจากภัย ASF อยู่ได้  สำหรับบทความตอนนี้เป็นการคาดการณ์ความเป็นไปของโรค ASF ในภายภาคหน้าซึ่งแม้ไม่ต้องการจะให้เกิดขึ้นจริง แต่ก็อยากให้ทุกท่านเตรียมใจและเตรียมการณ์ไว้ก่อนเพราะความไม่แน่นอนย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

กรณีที่ว่านั้นก็คือถ้าประเทศไทยไม่สามารถหยุดยั้งโรค ASF เอาไว้ได้ และโรคมีการแพร่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ณ เวลานั้น เราจะมีแนวทางการบริหารจัดการอย่างไรได้บ้างตามหลักวิชาการ  เพื่อลดความเสียหายจากโรคให้น้อยที่สุด ทั้งในด้านงบประมาณในการป้องกันและควบคุมโรค การลดการสูญเสียจากการตายของหมูที่ป่วยเป็นโรค  การป้องกันและควบคุมไม่ให้เชื้อโรคแพร่ออกไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการฟื้นฟูให้ฟาร์มหมูสามารถกลับมาเลี้ยงหมูอีกครั้งได้อย่างปลอดภัย

ในทางทฤษฏีการควบคุมโรค  ทำได้ค่อนข้างง่าย โดยอาศัยหลักการ รู้เร็ว จัดการเร็ว โรคจะจบเร็ว โดยการรู้เร็วหมายถึงการตรวจพบโรคให้ได้เร็วที่สุดตั้งแต่มีโรคระบาดในพื้นที่  จัดการเร็วหมายถึงการทำลายหมูป่วยเป็นโรค และการสืบสวนโรคหาหมูที่มีความเสี่ยงว่าจะสัมผัสโรคแล้วทำลายด้วยการฝังหรือเผา  เพื่อไม่ปล่อยให้หมูหรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูที่มีความเสี่ยงหลุดรอดการตรวจสอบออกไปแพร่เชื้อโรคต่อได้ ซึ่งหากทำครบ 2 ประเด็นหลักที่กล่าวมา โรคก็จะจบได้อย่างรวดเร็ว

ในบทความนี้ผู้เขียนขอใช้ประสบการณ์จากการทำงานด้านการป้องกันและควบคุมโรค และข้อมูลทางวิชาการ รวมถึงการระบาดของโรค ASF ในประเทศต่างๆ เพื่อสรุปเป็นทางเลือกสำหรับการควบคุมโรค ASF ของประเทศไทย ในกรณีที่โรคแพร่ระบาดมากขึ้นทั้งในส่วนผู้เลี้ยงหมูรายย่อย รายกลางและรายใหญ่ ซึ่งทางเลือกที่ผู้เขียนจะนำเสนอต่อไปนี้ สามารถใช้ควบคุมโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรค อหิวาต์สุกร และ พี อาร์ อาร์ เอส  สำเร็จมาแล้ว เพียงครั้งนี้ต้องเอามาปรับใช้ให้สอดคล้องตามลักษณะของโรค

โมเดลที่ 1 การทำลายหมูทั้งหมดในฟาร์มที่เกิดโรคและฟาร์มรอบๆ ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหรือ Stamping Out โมเดลนี้ในทางทฤษฏีถือว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมการแพร่กระจายของโรคระบาดรุนแรงรวมทั้งโรค ASF การควบคุมการระบาดของโรคในช่วงแรกของทุกประเทศที่การระบาดของโรคยังไม่มากมักใช้โมเดลนี้ในการควบคุมโรค วิธีการคือเมื่อตรวจพบหมูเป็นโรคในฟาร์มใดฟาร์มหนึ่งจะขีดวงเป็นรัศมีเพื่อทำลายหมูในพื้นที่รอบจุดเกิดโรค โดยจะทำลายหมูทั้งหมดในฟาร์มที่พบโรคด้วยวิธีการฝังหรือเผาแบบ Total depopulation เพื่อตัดวงจรการแพร่โรค รวมถึงการทำลายหมูในรัศมี 1 , 3 และ 5 กิโลเมตรรอบฟาร์ม ทั้งนี้ขึ้นกับข้อกำหนดของประเทศนั้นๆ รวมถึงการห้ามจำหน่ายหมูมีชีวิตในเขตพื้นที่ระบาดเข้าโรงชำแหละด้วย

โดยความสำเร็จของโมเดลนี้มักจะไปเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินชดเชย การทำลายหมูที่ป่วยเป็นโรค และหมูที่มีความเสี่ยงจะติดโรคให้กับผู้เลี้ยงหมูด้วยเสมอ หากจ่ายเงินชดเชยต่ำกว่ามูลค่าหมูจริงของหมูมากๆ ผู้เลี้ยงหมูก็มักแอบลักลอบขายหมูป่วยหรือหมูที่ต้องสงสัยว่าป่วยออกไปก่อนที่ผู้มีอำนาจจะเข้าไปตรวจสอบและยืนยันการติดโรค เลยทำให้ในหลายประเทศไม่ประสบความสำเร็จในการควบคุมโรคด้วยวิธีนี้  อีกทั้งการสืนสวนโรคในฟาร์มหมูเพื่อหาความเชื่อมโยงและความเสี่ยง ก็มักไม่ได้ข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอ และมักไม่ทันต่อเหตุการณ์ ทำให้โรคลุกลามไปในวงกว้าง

โมเดลที่ 2  ตัดไฟแต่ต้นลม  โมเดลนี้อาศัยหลักคิดที่เรียกว่า “ป้องกันไว้ก่อน” โดยอาศัยประสบการณ์เดิมว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นแล้ววางแผนป้องกันไว้ก่อน เช่นเดียวกับกรณีพอทราบว่าไฟเริ่มไหม้พื้นที่ป่า เราก็ทำแนวกันไฟ เพื่อไม่ให้ไฟลุกลามต่อไปใด้ ไฟป่าก็จะดับไปเองในที่สุดเพราะไม่มีตัวต่อเชื้อไฟ กรณีโรค ASF ก็เช่นเดียวกัน ทุกท่านคงทราบดีแล้วกว่าโรคนี้มักจะระบาดในฟาร์มผู้เลี้ยงหมูรายย่อยหรือกลุ่มฟาร์มที่ไม่มีระบบป้องกันโรคที่ดีพอก่อนเสมอ ดังนั้นหากเรามีข้อมูลด้านการระบาดอย่างเพียงพอจนสามารถประมาณการได้ว่าพื้นที่ใดโรค กำลังระบาดมาถึง เราจะไม่ปล่อยให้ผู้เลี้ยงหมูเหล่านั้นต้องเผชิญกับโรคเพียงลำพังและหมูในฟาร์มเป็นโรคตายทั้งหมด แล้วรอรับเงินชดเชยจากภาครัฐหรือหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนอื่นๆ  เพื่อขอเข้าทำลายหมู

ด้วยโมเดลตัดไฟแต่ต้นลม สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจหมูรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์และผู้ประกอบการในธุรกิจหมูทั้งหมด สามารถร่วมมือกันทำได้ โดยการใช้เงินกองทุนชดเชยโรคระบาดหรือเงินจากการระดมทุนเฉพาะกาล รับซื้อหมูของผู้เลี้ยงหมูรายย่อยในพื้นที่รัศมี 10-20 กิโลเมตรจากจุดที่พบว่ามีการระบาดของโรค และต้องเป็นฟาร์มที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับจุดเกิดโรค โดยมีเงื่อนไขรับซื้อหมูในราคาตลาดเฉพาะหมูที่ผ่านการตรวจยืนยันว่าปลอดจากโรค ASF แล้วเท่านั้น และส่งเข้าโรงชำแหละที่กำหนดให้เพื่อตรวจติดตามสถานะปลอดโรค ส่วนกรณีหมูแม่พันธุ์และหมูที่ยังขายขุนไม่ได้ จะพิจารณาชดเชยเป็นรายได้ที่เหมาะสมให้กับผู้เลี้ยง

โดยเกษตรกรที่ยินดีเข้าร่วมโครงการตัดไฟแต่ต้นลมจะได้รับเงินจากการขายหมูตามราคาตลาดและเงินชดเชยจากหมูที่ไม่สามารถขายเข้าโรงชำแหละได้      และหลังจากในพื้นที่นั้นภาวะโรคระบาดสงบลงแล้วหรือไม่มีโรคเกิดขึ้นภายใน 60 วัน ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยก็สามารถนำหมูชุดใหม่เข้าเลี้ยงได้ ตามการประเมินของเจ้าหน้าที่ปศุตว์ในแต่ละพื้นที่ เพราะฟาร์มของเขาเหล่านั้นยังไม่เคยมีโรคระบาด ASF มาก่อน ซึ่งโมเดลนี้จะต่างจากโมเดลแรกที่จะต้องให้ผู้เลี้ยงหมูหยุดการเลี้ยงหมูเป็นเวลานานกว่า เพราะในฟาร์มเคยมีโรคเกิดขึ้นแล้ว

โดยโมเดลนี้ ภาครัฐหรือกองทุนที่สนับสนุนการป้องกันโรคจะได้ประโยชน์จาการที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เพื่อชดเชยการทำลายหมูที่ป่วยและตายโดยไม่มีรายได้กลับคืนมา ผู้ประกอบการเลี้ยงหมูรายอื่นๆ ก็จะไม่มีความเสี่ยงจากโรคในพื้นที่ตนเอง และที่สำคัญผู้เลี้ยงหมูรายย่อยก็ยังพอมีรายได้จากการขายหมูเพื่อทำทุนเลี้ยงหมูต่อเมื่อภาวะโรคในพื้นที่นั้นสงบลง และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น การระบาดของโรคก็มีแนวโน้มจะช้าลง เนื่องจากไม่มีหมูกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคมารับเชื้อและแพร่เชื้อต่อไป

ผู้เขียนเชื่อมันว่าหากมีการสรุปแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน โมเดลตัดไฟแต่ต้นลม จะเป็นโมเดลที่น่าสนใจ ที่จะช่วยลดความสูญเสียในการดำเนินธุรกิจฟาร์มเลี้ยงหมูลงได้มาก  แต่จะต้องได้รับความร่วมจากทุกภาคส่วน และต้องอาศัยพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับโรค ASF อย่างลึกซึ้ง

อย่างไรก็ตามโมเดลนี้อาจมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดว่า เป็นความพยายามของผู้เลี้ยงหมูรายกลางและรายใหญ่ที่จะมุ่งการทำลายผู้เลี้ยงหมูรายย่อย ดั้งนั้นก่อนดำเนินการควรชี้แจงและทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์คือการช่วยเหลือผู้เลี้ยงหมูรายย่อยก่อนที่โรคระบาดจะแพร่มาถึง

โมเดลที่ 3 การทำลายหมูบางส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้หมูที่เหลือในฟาร์มติดเชื้อหรือ Partial Depopulation โมเดลนี้ น่าจะเป็นทางเลือกเฉพาะฟาร์มหมูรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ที่มีความพร้อมสูงมากด้านระบบการป้องกันและควบคุมโรค และเข้าใจการระบาดของโรคเป็นอย่างดี และต้องมีความพร้อมด้านการตรวจโรคทางห้องปฏิบัติการ และที่สำคัญควรได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่นั้นๆ โดยในระหว่างประเมินความสำเร็จของโครงการ ผู้เลี้ยงหมูจะสามารถส่งหมูขุนเข้าโรงชำแหละของตนเองเท่านั้น และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ และจะต้องแสดงผลการตรวจว่าหมูในเล้านั้นปลอดจากการติดเชื้อภายใน 15 วันก่อนการเคลื่อนย้ายหมูเข้าโรงชำแหละ

และต้องตรวจสอบการติดโรคอีกครั้งที่โรงชำแหละ หรือกรณีที่ต้องการย้ายหมูออกจากฟาร์มจะทำได้เฉพาะเล้าที่ผ่านการตรวจสอบว่าภายในรอบ 15 วันก่อนการเคลื่อนย้ายไม่พบการติดเชื้อ และต้องย้ายไปเลี้ยงต่อในพื้นที่ที่ไม่มีเล้าหมูอื่นๆ ในรัศมี 5 กิโลเมตร หลังจากลงเลี้ยงต้องตรวจสอบการติดเชื้อต่ออีกอย่างน้อย 30-45 วัน

ปัจจัยสู่ความสำเร็จของโมเดลนี้ คือการทราบให้เร็วที่สุดว่าหมูในฟาร์มติดโรค และในฟาร์มมีการบริหารจัดการฟาร์มที่เอื้อต่อความสำเร็จในการควบคุมการแพร่กระจายโรค เช่น  มีเล้ากักโรคสำหรับรับสุกรทดแทน พนักงานพร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำการป้องกันโรค มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ในแต่ละเล้าต้องแยกพนักงานเลี้ยงกันอย่างชัดเจน ไม่ใช้อุปกรณ์การฉีดวัคซีนร่วมกันในแต่ละเล้า  ระบบการให้น้ำและอาหารเป็นแบบรายตัว คอกเลี้ยงหมูขนาดไม่ใหญ่เกินไป มีการป้องกันสัตว์พาหะอย่างจริงจัง และมีมุ้งป้องกันแมลงวัน เป็นต้น

โดยหลักการทำ Partial Depopulation ก็คือทำลายสุกรบางส่วนในฟาร์ม ทั้งนี้อาจเป็นรายตัว รายคอก รายเล้า หรือหลายๆ เล้า ทั้งนี้ขึ้นกับระยะเวลาที่ตรวจพบหมูป่วย และความเชื่อมโยงของหมูที่ป่วยกับหมูกลุ่มอื่น ๆ ในฟาร์ม  หากพบโรคได้เร็วและโรคยังไม่แพร่กระจายไปมากในฟาร์ม ความสำเร็จก็ยังพอมี แต่หากโรคแพร่กระจายไปมาก แนะนำให้ใช้โมเดลแรกคือการทำลายหมูทั้งหมดในฟาร์มจะได้ผลดีกว่า

การตัดสินในว่าจะดำเนินการใช้โมเดล Partial Depopulation หรือไม่นั้น ต้องอาศัยข้อมูลด้านระบาดของโรค การตรวจสอบยืนยันการติดเชื้อโรคในฟาร์มด้วยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการสืบสวนหาความเชื่อมโยงของการบริหารจัดการภายในฟาร์ม ซึ่งต้องประเมินโดยผู้ที่เชี่ยวชาญและที่สำคัญอย่างยิ่งคือการตรวจติดตามสถานะฝูงหรือ Monitoring program ต้องพร้อมสามารถตรวจติดตามการแพร่กระจายโรคได้อย่างทันท่วงที

และหลังจากสรุปว่าจะใช้โมเดล Partial Depopulation ควรประชุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในฟาร์ม มีการเขียนข้อกำหนดในการปฏิบัติของผู้เกี่ยวข้องในฟาร์มทุกอย่างชัดเจน รวมถึงการติดตามผลการดำเนินงานแบบรายวัน รายสัปดาห์ และการประเมินความสำเร็จของการใช้โมเดลนี้

จากที่กล่าวมานั้นเป็นแนวทางในการควบคุมโรค ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดใน 3 โมเดล หากดำเนินการตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ด้วยหลักการ PDCA ตั้งแต่ Plan หรือมีการวางแผนที่ดี Do คือการปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด Check คือการตรวจสอบอยู่เสมอว่าจะมีอะไรที่อาจผิดพลาดไม่เป็นตามแผนที่วางไว้ และสุดท้าย Act คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในกรณีที่พบความผิดพลาดเกิดขึ้นในการดำเนินงาน

ผู้เขียนหวังว่าแนวทางที่นำเสนอมาคงพอใช้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการเลี้ยงหมู และผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจฟาร์มหมูที่จะใช้เพื่อการควบคุมโรค ASF   เพื่อช่วยลดความสูญเสียจากโรคระบาด และทำให้ธุรกิจเลี้ยงหมูยังคงดำเนินการต่อไปได้อย่างยั่งยืน และท้ายสุดผู้บริโภคในประเทศจะได้มีเนื้อหมูบริโภคอย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม

น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์

รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริการวิชาการสุกร

บริษัท ซีพีเอฟ ( ประเทศไทย) จำกัด ( มหาชน)

อ่านบทความย้อนหลัง เรื่องรวมพลังต้านภัย ASF ได้ที่นี่เลยครับ

 

Home

คู่มือการเลี้ยงสัตว์ ดาวน์โหลดฟรี

แชร์

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ให้แก่ท่านได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงทำให้สามารถมอบข้อเสนอ กิจกรรมส่งเสริมการขาย เลือกเนื้อหาให้เหมาะสมแก่ท่านอย่างเป็นส่วนตัวได้ การเก็บและใช้งานคุกกี้สามารถศึกษาได้ที่นโยบายการใช้คุกกี้นี้ การใช้งานเว็บไซต์นี้จะมีการจัดเก็บคุกกี้ประเภทต่าง ๆ ซึ่งท่านต้องยอมรับและยินยอมให้บริษัทฯ จัดเก็บ. (เรียนรู้เพิ่มเติม)